เข้าใจสมาร์ทโฮมก่อนจะเริ่มต้นสมาร์ทโฮม

[เข้าใจสมาร์ทโฮมก่อนจะเริ่มต้นสมาร์ทโฮม]
.
ทุกวันนี้สมาร์ทโฮมแพร่หลายมากขึ้น ทั้งมีคนรู้จักรอบข้างก็ทำสมาร์ทโฮมหรือแม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านบางอย่างที่เราซื้อมาก็แอบสมาร์ทโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่พอจะเริ่มต้นสมาร์ทโฮมอย่างจริงจังก็ต้องสะดุดเพราะข้อมูลเต็มไปหมดไม่รู้จะทำความเข้าใจเรื่องไหนก่อนดี เพจจึงขอสรุปเป็นข้อๆ ตามนี้ครับ
.
[1.] สมาร์ทโฮมมี 2 แบบใหญ่ๆ
1.1 สมาร์ทโฮมแบบที่ตั้ง Server ในบ้าน (คือผู้จัดการระบบเรียกว่า Local server) ซึ่งเพจจะขอข้ามไปเพราะผู้ที่จะใช้งานต้องมีความรู้ทางเทคนิคระดับหนึ่ง
(หมายเหตุ: สมาร์ทโฮมต้องมีการจัดการเช่น เจอคนให้เปิดไฟ เที่ยงคืนให้เปิดระบบความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของ Server)
.
1.2 สมาร์ทโฮมแบบง่ายที่ตัดการตั้ง Server ในบ้านออกไปปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการในการจัดการหรือที่เรียกว่า Cloud server ซึ่งการตัดส่วนของการตั้ง Server เองออกไปทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงสมาร์ทโฮมได้ง่ายขึ้นเพียงเพิ่มอุปกรณ์เข้าแอปง่ายๆ ก็ใช้งานได้ทันที และไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคอะไรมาก ไม่ต้องรู้ศัพท์ช่าง-คอม-อิเล็กมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีแผงควบคุมอะไรในบ้านที่ดูยุ่งยากเพราะทุกอย่างทำผ่านมือถือได้ทั้งหมด
(หมายเหตุ: ต่อไปจะพูดถึงสมาร์ทโฮมแบบ Cloud server เท่านั้น)
.
[2.] สมาร์ทโฮมมีหลายค่าย
– ค่ายสมาร์ทโฮมมีเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด ที่โด่งดังและผลักดันสมาร์ทโฮมให้เป็นที่รู้จักในบ้านเราคงเป็น Xiaomi นอกจากนี้จะมีค่าย Tuya, Sonoff, BroadLink, Orvibo, LifeSmart และอีกมากมาย คำถามคือเราควรเลือกค่ายไหนและต้องเลือกค่ายจริงๆ เหรอ
.
สมาร์ทโฮมแต่ละค่ายมีจุดเด่นจุดด้อยของตัวเองเช่น กรณี Xiaomi สินค้ามีความหลากหลายคุณภาพดีราคาถูกก็จริง แต่ปัญหา Server ช้าและเป็นค่ายเดียวที่แยกเวอร์ชั่นสินค้าเป็น Chinese กับ Global ก็สร้างความปวดหัวไม่น้อย
หรือกรณี Tuya สินค้าราคาถูกและหลากหลาย Server ก็ทำงานเร็วมาก ตั้งออโตเมชั่น (เงื่อนไขการสั่งงานเช่น เมื่อเจอคนให้เปิดไฟ) ได้ลึกมาก แต่โรงงานที่ไม่รับผิดชอบก็สามารถใช้ชิป Tuya ผลิตของออกขายได้ เราจึงต้องระวังพยายามใช้ของที่มีแบรนด์กำกับซึ่งปัจจุบันก็มีบริษัทดังๆ ใช้ชิป Tuya มากขึ้นเรื่อยๆ
หรือกรณี Sonoff สินค้าราคาถูกคุณภาพถือว่าดีแต่ของไม่หลากหลาย ไม่ครบจบในค่ายเดียวและแอปถูกจำกัดการใช้งานอยู่มาก เป็นต้น
.
ณ ปัจจุบันกลางปี 2022 อุปกรณ์สมาร์ทโฮมโดยพื้นฐานยังไม่สามารถเพิ่มอุปกรณ์ข้ามค่ายกันได้ (มีข้อยกเว้น) ไม่สามารถสร้างเงื่อนไขข้ามหากันได้ (มีข้อยกเว้น) เช่น เราอยากให้เซนเซอร์จับความเคลื่อนไหวของ Tuya สั่งเปิดพัดลมของ Xiaomi นั้นโดยพื้นฐานทำไม่ได้ และนี่คือเหตุผลที่เราควรใช้อุปกรณ์ค่ายเดียว
.
แต่!! ในทางปฏิบัติไม่มีค่ายไหนมีของครบถูกใจเรา โดยทั่วไปเราก็จะใช้ค่ายหนึ่งเป็นหลักและเสริมด้วยอีกค่าย (หรือสองค่าย) เพื่อให้ของมีครบในบ้าน ส่วนเรื่องการตั้งเงื่อนไขระหว่างค่ายก็มีวิธีการที่พอจะช่วยอยู่ได้บ้างไม่ใช่ว่าไม่มีเลย (อ่านข้อ 3) และที่ต้องกล่าวย้ำไว้อีกข้อคือในอนาคตอันใกล้จะมีมาตรฐานสมาร์ทโฮมใหม่ชื่อ Matter ออกมาทำให้เพิ่มอุปกรณ์ข้ามค่ายได้ (อ่านข้อ 8 )
.
[3.] Google, Alexa, Homekit มีหน้าที่อะไร
– ทุกคนน่าจะเคยได้ยิน Google assistant กันแน่ๆ ในทางสมาร์ทโฮมนอกจากเค้าจะทำตัวเป็นค่ายสมาร์ทโฮม (คือมีสินค้าสมาร์ทโฮมของตัวเองในชื่อ Nest เช่น Nest doorbell) แต่ยังทำตัวเป็นแม่คือให้สมาร์ทโฮมค่ายย่อยๆ ในข้อ 2 มาทำการผูกบัญชีกับ Google และอนุญาตให้ Google เข้าควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ได้ ดังนั้นหากเรามีอุปกรณ์ 3 ค่ายและผูกบัญชีทั้ง 3 ค่ายเข้ากับ Google เราจะสั่งอุปกรณ์ได้โดยเปิดแค่แอปเดียวคือ Google หรือจะสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google ก็ได้
.
อ่านถึงตรงนี้เหมือนจะดูดี แบบนี้ชั้นจะเลือกค่ายทำไม? คำตอบคือไม่ใช่ทุกอุปกรณ์ทุกตัวในทุกค่ายจะรองรับ Google เวลาซื้อต้องดูเป็นตัวๆ ไป และแม้ Google จะเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้แต่ก็แค่ฟังก์ชั่นหลัก แต่การตั้งค่าปลีกย่อยก็ยังคงต้องพึ่งแอปต้นทางอยู่ดี และปัญหาใหญ่ของ Google คือ “ไม่สามารถสร้างเงื่อนไขระหว่างค่ายได้”
.
– Amazon Alexa เป็นคู่แข่งกับ Google ในสถานะที่เทียบเท่ากันคือเป็นทั้งค่ายสมาร์ทโฮมและเป็นแม่ให้กับลูกๆ แต่มีความเหนือกว่า Google ในหลายๆ ด้านเช่น สามารถสร้างเงื่อนไขข้ามค่ายได้ดังเช่นกรณีในข้อ 2 ที่อยากให้เซนเซอร์จับความเคลื่อนไหวของ Tuya สั่งเปิดพัดลม Xiaomi ก็สามารถทำให้เราได้ มีฟังก์ชั่นทางสมาร์ทโฮมที่หลากหลายให้เราเลือกเล่นมากกว่า ส่งผลให้แชร์ในตลาดโลกสูงกว่า Google แต่ที่ไม่นิยมในไทยเพราะเหตุผลใหญ่เลยคือ ไม่รองรับภาษาไทย
.
– Homekit เป็นอีกมาตรฐานสมาร์ทโฮมหนึ่งที่นำมาใช้กับแอป Home ของ Apple ซึ่งที่ผ่านมาอุปกรณ์ที่จะรองรับ Homekit ได้มีราคาแพง แต่หลังๆ มีค่ายที่ราคาเป็นกันเองขึ้นทำให้เราเข้าถึงได้ง่ายและแพร่หลาย แต่ที่ต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมอีกอย่างคือ Homekit เป็นระบบที่ไม่เหมือน 2 เจ้าข้างต้นโดยจำเป็นต้องมี Home hub (เช่น Homepod, Apple TV) ของตัวเองวางไว้ในบ้านจึงจะสามารถทำงานได้เต็มรูปแบบ ไม่เหมือน Google, Alexa ที่ผูกบัญชีใช้งานผ่าน Cloud โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ของเค้าแม้แต่ตัวเดียวเลยก็ได้
.
ซึ่งหากใช้งานสมาร์ทโฮมบนมาตรฐาน Homekit แล้ว การตั้งค่าเงื่อนไขระหว่างค่ายจะทำได้มากกว่า Alexa แถมยังเป็นการสั่งงานแบบ Local (คือคำสั่งวิ่งอยู่ภายในบ้าน) ไม่ผ่าน Cloud ผลคือเสถียรและเร็วกว่า ซึ่งถ้ามองในมุมการใช้อุปกรณ์หลายค่ายแล้วผลลัพธ์คือ Homekit > Alexa > Google แต่ด้วยเหตุผลนานับประการแล้ว Google ก็ยังครองใจคนไทยเป็นอันดับหนึ่งอยู่ดีเพราะรองรับภาษาไทยและ Smart speaker กับอุปกรณ์รองรับราคาก็แสนจะถูก
.
หมายเหตุ: อุปกรณ์ตัวนึงสามารถอยู่ภายใต้การสั่งงานของทั้ง Google, Alexa, Home (iOS) ได้พร้อมกันโดยไม่มีการรบกวนกัน
.
[4.] อุปกรณ์พื้นฐานในสมาร์ทโฮม
– สมาร์ทโฮมมีอุปกรณ์พื้นฐานอยู่ไม่มาก เพียงใช้อุปกรณ์เหล่านี้และสร้างเงื่อนไข (ออโตเมชั่น) ระหว่างกันก็สามารถสร้างระบบสมาร์ทโฮมให้บ้านเราได้เช่น
4.1 Smart switch: ใช้เปิดปิดไฟแทนสวิตช์บ้านธรรมดา -> ตัวอย่าง: https://shope.ee/VUxhqtIO
4.2 หลอดไฟสมาร์ท: เป็นหลอดไฟที่เปลี่ยนสี/ความสว่าง หรือจะกระพริบตามเพลงก็มี -> ตัวอย่าง: https://shope.ee/AJvhGoJnd2
4.3 Smart plug: เพียงนำอุปกรณ์มาเสียบก็สามารถสั่งเปิดปิดการจ่ายไฟเข้าอุปกรณ์ได้เลย -> ตัวอย่าง: https://shope.ee/7pEMIenHEX
4.4 เซนเซอร์: เซนเซอร์จับความเคลื่อนไหว (https://shope.ee/7zXmVAceDi) เซนเซอร์ประตูหน้าต่าง (https://shope.ee/5ADb87JCc4) เซนเซอร์จับการสั่น เซนเซอร์แสง เซนเซอร์จับควัน เป็นต้น
4.5 Smart IR remote controller: พูดง่ายๆ คือ ตัวที่จะมายิงสัญญาณรีโมท (กรณีนี้คือสัญญาณอินฟราเรด, IR) ใส่เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าๆ ในบ้านเราให้ทำงานได้เช่น แอร์ ทีวี พัดลมรีโมท เครื่องเสียง จะเห็นได้ว่าเราไม่จำเป็นต้องไปซื้อแอร์แบบสมาร์ทที่เชื่อม Wifi ก็ได้ ไม่ต้องมีสมาร์ททีวีหรูๆ ก็ได้ เพียงใช้ตัวนี้ก็สมาร์ทได้ทันที -> ตัวอย่าง: https://shope.ee/1L0sYo5CN6
4.6 นอกจากนี้ยังมี Smart door lock ที่กำลังเป็นที่นิยม หรือ IP Camera ที่หลังๆ เริ่มก้าวไปไกลกว่าการถ่ายภาพเก็บเสียงเพื่อรักษาความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังมีฟังก์ชั่นล้ำๆ เช่น ตรวจจับใบหน้าหรือชูสองนิ้วแล้วสั่งเปิดไฟ คุยสองทางกับคนที่บ้าน เป็นต้น และแน่นอนว่าเราจะไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สมาร์ทในตัวตั้งแต่แรกเช่น เครื่องฟอกอากาศ พัดลม แอร์แบบ Wifi มาใช้ร่วมกับอุปกรณ์พื้นฐานก็ทำได้
.
[5.] กล่องที่เค้าใช้กันในสมาร์ทโฮมคืออะไร (Zigbee? Zwave? Thread? RF? IR?)
– หลายคนมีอิมเมจว่าจะทำสมาร์ทโฮมต้องมีกล่องอะไรซักอย่างตั้งไว้ในบ้าน มันเป็นเหมือนกล่องวิเศษที่จะควบคุมบ้านของเราทั้งหมด แต่จริงๆ แล้วจะมีหรือไม่มีก็ได้ ซึ่งเป็นที่มาของการต้องอธิบายเรื่องสัญญาณต่างๆ ที่ใช้ในสมาร์ทโฮม
.
อุปกรณ์สมาร์ทโฮมจำเป็นต้องสื่อสารคือรับส่งข้อมูล คุยกับ Server หรือสื่อสารกับมือถือผ่านจุดเชื่อมต่อ ซึ่งในการสื่อสารนั้นจำเป็นต้องมีคลื่นสัญญาณเป็นตัวกลาง หากเราจะเริ่มสมาร์ทโฮมแบบง่ายเพียงเราเลือกใช้อุปกรณ์ที่สื่อสารด้วยสัญญาณ Wifi เช่น ซื้อ Wifi Smart plug มาเราก็เพิ่มเข้าแอปและใช้งานได้โดยไม่ต้องมีกล่องอะไรเพิ่มเติมเลย เพราะอุปกรณ์สามารถสื่อสารได้เองแล้วผ่านสัญญาณ Wifi ไปเราเตอร์ (กล่องกระจายสัญญาณ Wifi จากผู้ให้บริการ) และส่งข้อมูลไปหา Server หรือมือถือได้
.
แต่ด้วยอุปกรณ์ Wifi มีข้อจำกัดบางประการ ทำให้สุดท้ายหลายคนอาจย้ายไปใช้อุปกรณ์สัญญาณอื่นที่มีจุดเด่นกว่า (และมีจุดด้อยเช่นกัน) เช่น เปลี่ยนไปใช้เซนเซอร์ที่สื่อสารด้วยสัญญาณ Zigbee ซึ่งตอบสนองเร็วกว่าในบางเคสการใช้งาน คราวนี้ปัญหาจึงเกิดเพราะอุปกรณ์ Zigbee ไม่ได้พูดภาษา Wifi จึงสื่อสารกับเราเตอร์ไม่รู้เรื่อง และเราเตอร์ก็ดันเป็นหนทางเดียวในบ้านเราที่จะติดต่อกับโลกภายนอก (Server) ได้จึงจำเป็นต้องมีกล่องอันนึงมาแปลงสัญญาณจาก Zigbee ไปคุยกับเราเตอร์ จึงเป็นที่มาของกล่องสมาร์ทโฮมที่เราเข้าใจกัน
.
แน่นอนว่าเมื่อใช้สัญญาณอื่นด้วยเช่น Zwave/Bluetooth/RF/IR ก็ต้องมีกล่องในการแปลงสัญญาณนั้นๆ หรือบางทีก็อาจจะรวบมาไว้ในกล่องเดียวกันก็ได้ และอาจเพิ่มฟังก์ชั่นให้ทำงานมากกว่าการแปลงสัญญาณเช่น จำเงื่อนไขออโตเมชั่นบางส่วน ประมวลผลพื้นฐาน เป็นต้นก็ได้ กล่องเหล่านั้นก็จะมีหน้าที่มากขึ้น แต่สุดท้ายก็ยังไม่ใช่ผู้จัดการระบบทั้งหมด ยังคงมี cloud server เป็นผู้จัดการที่เหนือกว่าอยู่
.
สรุปคือเราจะเลือกสมาร์ทโฮมแบบมีกล่องหรือไม่มีก็ได้ สมาร์ทโฮมในรูปแบบง่ายและในแบบอนาคตคุณอาจจะลืมกล่องไปเลยด้วยซ้ำ เพราะฟังก์ชั่นพวกนี้บางทีก็ฝังมาให้ในอุปกรณ์หลักๆ ของค่ายนั้นเลยเช่น กล้องวงจรปิดสื่อสารด้วย wifi แต่ฝังส่วน (กล่อง) ที่ควบคุมและสื่อสารกับอุปกรณ์ใช้สัญญาณ Zigbee สัญญาณ IR และสัญญาณ Thread ก็มี
.
(หมายเหตุ: ชื่อสัญญาณพวกนี้อาจฟังดูยากไม่คุ้นหู แต่อยากบอกว่ามันเป็นแค่ชื่อสัญญาณ เหมือนทุกวันนี้เราใช้ Wifi โดยที่ไม่ได้รู้จักมันจริงๆ ด้วยซ้ำ หรือใช้รีโมททีวี/แอร์กันอย่างชำนาญแต่พอรู้ว่ามันใช้สัญญาณชื่ออินฟราเรด (IR) เราควรตกใจมั้ย? มองในมุมนี้เวลาได้ยิน Zigbee/Bluetooth/Thread ก็ไม่ต้องไปกลัวเลยเพราะมันเป็นคลื่นเดียวกับ Wifi คือคลื่นความถี่ 2.4GHz แค่มีข้อกำหนดการใช้งานต่างกันก็เท่านั้น อุปกรณ์พวกนี้พอเข้ามาอยู่ในแอปก็เป็นแค่อุปกรณ์หนึ่งตัวทั่วๆไป)
.
[6.] การทำงานของสมาร์ทโฮม
– สมาร์ทโฮมที่ดูหรูหราในโฆษณา จริงๆ แล้วเป็นแค่การประกอบกันของอุปกรณ์พื้นฐานในข้อ 4 ซึ่งสมาร์ทโฮมแบบง่ายที่กำลังพูดถึงนี้สามารถตั้งค่าทุกอย่างได้ด้วยมือถือ เรียกได้ว่าหากเราติดตั้งอุปกรณ์พื้นฐานเสร็จแล้ว ที่เหลืออยากทำอะไรก็นั่งจิ้มมือถือกันอย่างเดียว
.
เช่น ถ้าเราอยากเดินแล้วไฟเปิดตามเป็นจุดๆ ก็เพียงใช้ Motion sensor ตามจุดที่ต้องการกับ Smart switch หรือหลอดไฟสมาร์ทตามจุดต่างๆ จากนั้นตั้งค่าในมือถือแบบเรียบง่าย (If and then) เป็นจุดๆ ไปว่าเมื่อเจอคนจุด A ให้เปิดสวิตช์ไฟจุด B / เมื่อเจอคนจุด C ให้เปิดหลอดสมาร์ท D / เมื่อไม่พบคนเป็นเวลา 1 นาทีให้ปิดไฟ เป็นต้น ก็จะได้ภาพตามโฆษณาที่ไฟเปิดตามจุดต่างๆ แล้วปิดเอง ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ไม่ต้องเขียน Coding หรือโปรแกรมอะไรเลย
.
[7.] สั่งงานด้วยเสียง
– การสั่งงานด้วยเสียงดูภายนอกเหมือนเป็นเรื่องที่ล้ำไปไกลในโลกอนาคต ดูเหมือนต้องตั้งค่าอะไรยากๆ แต่ในปัจจุบันแค่เราซื้ออุปกรณ์สมาร์ทมาชิ้นเดียวเช่น หลอดไฟสมาร์ท เราก็สามารถสั่งด้วยเสียงได้เลยโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์อื่นหรือจ่ายเงินอะไรเพิ่มเลย
.
เพราะจากที่กล่าวข้างต้น หากอุปกรณ์ที่ซื้อมารองรับ Google เมื่อเราเพิ่มอุปกรณ์เข้าแอปและผูกบัญชีอนุญาตให้ Google สั่งงานได้ จากนั้นแค่ดึงมือถือขึ้นมาแล้วพูดเช่น “OK Google, เปิดไฟ” หลอดไฟก็จะทำงานทันทีและยังเป็นบริการฟรีอีกด้วย และแน่นอนว่าเราจะซื้อ Smart speaker มาวางในบ้านซักตัวนึงซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ราคาถูกมากหาได้ในราคาตั้งแต่ 5xx บาท (Google Home mini: https://shope.ee/1VKIm0dCQy) ไม่ต้องควักมือถือออกมาเพียงสั่งลำโพงให้เปิดไฟก็ทำงานได้เช่นกัน
.
[8.] Matter: มาตรฐานใหม่ของสมาร์ทโฮม
– ด้วย Pain point ของผู้ใช้สมาร์ทโฮมแบบ Cloud server ที่ถูกจำกัดการใช้งานในค่ายที่ตัวเองเลือก จึงเกิดการรวมตัวกันของผู้ให้บริการด้านสมาร์ทโฮมรายใหญ่ๆ ของโลกร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ชื่อ Matter ที่หากเป็นสินค้าที่ผ่านเกณฑ์และมีเครื่องหมาย Matter จะสามารถนำเข้าแพล็ทฟอร์มของผู้ให้บริการใดก็ได้ และยังกำหนดคลื่นสัญญาณหลักที่จะใช้ 3 สัญญาณคือ Wifi, Thread และ Bluetooth จะได้ไม่มากไปกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Thread จะเป็นสัญญาณตัวใหม่ที่คาดว่าจะแทนที่ Zigbee ในการสื่อสารที่ต้องการพลังงานต่ำ เร็วและสร้างเน็ทเวิร์คของตัวเองได้
.
แต่อย่างไรก็ตาม Matter ประกาศเลื่อนการปล่อยสินค้าออกมาตั้งแต่ปลายปี 2021 จนถึงตอนนี้ (พ.ค.2022) และหากคิดถึงความแพร่หลาย กว่าราคาจะถูกลง กว่าจะมาถึงเมืองไทย อาจกินเวลาเป็นปีหรือสองปีก็ไม่อาจคาดการณ์ได้ ดังนั้นจะเริ่มสมาร์ทโฮมตอนนี้ก็สามารถทำได้ เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ในปัจจุบันก็ยังใช้ร่วมกันได้ต่อไป เพจเพียงบอกข้อมูลไว้เพื่อช่วยในการตัดสินใจเท่านั้น
.
[ปิดท้าย]
– สมาร์ทโฮมจะแพร่หลายได้ ผมเชื่อว่าจะต้องเข้าถึงได้ง่าย ราคาไม่แพง และง่ายในการใช้งาน ซึ่งปัจจุบันแนวโน้มนี้ก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ Homekit ที่มีมาตรฐานสูงก็ยังมีผลิตภัณฑ์ราคาเข้าถึงได้ให้ใช้งาน และการติดตั้งอุปกรณ์ในปัจจุบันก็ง่ายกว่าเมื่อก่อนมากเช่น อุปกรณ์บางอย่างแค่เปิดแอปและวางมือถือใกล้ๆ ก็เชื่อมต่อกันได้เอง
.
เพจเองก็หวังว่าสมาร์ทโฮมจะกลายเป็นอะไรที่คล้ายกับเครื่องใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันที่เราซื้อเข้าบ้าน ดูคู่มือนิดหน่อยก็สามารถใช้งานได้เองไม่ต้องพึ่งเซลล์หรือช่างมาอธิบาย แน่นอนว่าปัญหายิบย่อยหรือปัญหาเชิงเทคนิคนั้นเกิดขึ้นได้ ก็สามารถนำคำถามหรือข้อข้องใจมาปรึกษาได้ที่ช่องทางกลุ่มเบื้องหลังสมาร์ทโฮม-VRT (https://www.facebook.com/groups/414485096343458) ที่มีผู้ใช้งานสมาร์ทโฮมมากมายพร้อมตอบคำถามและแชร์ประสบการณ์กันอยู่
.
.
ที่มาจากเพจเบื้องหลังสมาร์ทโฮม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *